วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

หน่วยที่ 3 เทคโนโลยีและสารสนเทศ (18 เมษายน 2557) ว่าที่ร้อยตรีหญิง ดร.ชัชญาภา วัฒนธรรม

เทคโนโลยีและสารสนเทศ

การสร้าง  Blog

ขั้นตอนการสร้าง  Blog
1. ศึกษาเรื่อง Blog จากแหล่งเรียนรู้
2. ดำเนินการสมัครเป็นสมาชิก Blog ของ www.blogger.com
3. ตกแต่ง Blog ให้สวยงาม โดยดำเนินการตกแต่งและปรับเปลี่ยน 4 อย่างคือ
   3.1 ชื่อ Site 
   3.2 คำกล่าวต้อนรับผู้เข้ามาชม Site 
   3.3 ใส่รูปภาพหรือรูปภาพอื่นแทนตัวเอง
   3.4 เปลี่ยน Theme
4. เชิญ (Invite) เพื่อนๆ ในห้องมาเป็นสมาชิก Blog ให้มากที่สุด และเชิญ (Invite) อาจารย์โดยใช้อีเมล์คือ chatchayapha@gmail.com  

ทำใบงานที่  1  บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

1. ระบบสารสนเทศมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างไรเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Effectiveness)
เพิ่มผลผลิต (Productive)
เพิ่มคุณภาพในการบริการลูกค้า (Quality)
ผลิตสินค้าใหม่และขยายผลิตภัณฑ์ (New Product and increase product)
2. จงยกตัวอย่างระบบสารสนเทศและอธิบายคุณลักษณะระบบสารสนเทศแต่ละแบบที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเราระบบสารสนเทศสามารถจำแนกได้ตามลักษณะการดำเนินงานได้ดังนี้
1.ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ(TPS:Transaction Processing Systems )
เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจาก ธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า
2.ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS:Management Information System)
คือระบบที่ให้สารสนเทศ ที่ผู้บริหารต้องการ เพื่อให้สามารทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้งสารสนเทศภายในและภายนอกสารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบัน นอกจากนี้ระบบนี้จะต้องให้สารสนเทศในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนการควบคุม และการปฏิบัติการขององค์กรได้อย่าง ถูกต้อง แม้ว่าผู้บริหารที่จะได้รับประโยชน์จากระบบนี้สูงสุดคือผู้บริหารระดับกลาง แต่โดยพื้นฐานของระบบนี้แล้วจะเป็นระบบที่สามารถสนับสนุนข้อมูลให้ผู้บริหารทั้งสาม ระดับ คือทั้งผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารระดับสูง โดยระบบนี้จะให้รายงานที่สรุปสารสนเทศซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัท
3.ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ(DSS:Decision Support System)
เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นจากระบบ MIS อีกระดับหนึ่ง เนื่องจาก ถึงแม้ว่าผู้ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจจะสามารถใช้ประสบการณ์หรือใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วในระบบเอ็มไอเอส ของบริษัท สำหรับทำการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพในงานปกติ แต่บ่อยครั้งที่ผู้ตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารในระดับสูงและระดับกลางจะเผชิญกับการตัดสินใจที่ประกอบด้วยปัจจัยที่ซับซ้อนเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะประมวล เข้าด้วยกันได้อย่างถูกต้อง จึก ทำให้เกิดระบบนี้ขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่สนับสนุนความต้องการเฉพาะของผู้บริหารแต่ละคน (made by order) ในหลายๆสถานะการณ์ ระบบ นี้มีหน้าที่ช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปได้อย่างสะดวก
4.ระบบสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่ม (GDSS:Group Decision Support System)
เป็นระบบย่อยหนึ่งในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ โดยที่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะช่วยผู้บริหารในเรื่องการตัดสินใจในเหตุการณ์หรือกิจกรรมทางธุรกิจที่ไม่มีโครงสร้างแน่นอน หรือกึ่งโครงสร้าง ระบบสนับสนุนการตัดสินใจอาจจะใช้กับบุคคลเดียวหรือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเป็นกลุ่ม นอกจากนั้น ยังมีระบบสนับสนุนผู้บริหารเพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
5.ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS:Geographic Information System )
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Information System : GIS คือกระบวนการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้กำหนดข้อมูลและสารสนเทศ ที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ เช่น ที่อยู่ บ้านเลขที่ สัมพันธ์กับตำแหน่งในแผนที่ ตำแหน่ง เส้นรุ้ง เส้นแวง ข้อมูลและแผนที่ใน GIS เป็นระบบข้อมูลสารสนเทศที่อยู่ในรูปของตารางข้อมูล และฐานข้อมูลที่มีส่วนสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์ด้วย GIS และทำให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับเวลาได้ เช่น การแพร่ขยายของโรคระบาด การเคลื่อนย้าย ถิ่นฐาน การบุกรุกทำลาย การเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ เมื่อปรากฏบนแผนที่ทำให้สามารถแปลและสื่อความหมาย ใช้งานได้ง่าย
6.ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง(EIS:Excutive Information System)
เป็นระบบที่สร้างขึ้น เพื่อสนับสนุน สารสนเทศและการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ หรือ สามารถกล่าวได้ว่าระบบนี้คือส่วนหนึ่งของ DSS ที่แยกออกมา เพื่อเน้นการให้สารสนเทศที่สำคัญต่อการบริการแก่ผู้บริหาร
7. ปัญญาประดิษฐ์ (AI:Artificial Intelligence)
ระบบที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์กลายเป็นผู้ชำนาญการณ์ ในสาขาใดสาขาหนึ่ง คล้ายกับมนุษย์ ระบบผู้เชี่ยวชาญมีส่วนคล้ายคลึงกับระบบอื่นๆ คือเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยผู้บริหารแก้ไขปัญหาหรือทำการ ตัดสินใจได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดีระบบผู้เชี่ยวชาญจะแตกต่างกับระบบอื่นอยู่มาก เนื่องจากระบบผู้เชี่ยวชาญจะเกี่ยวข้องกับการจัดการ ความรู้ (Knowledge) มากกว่าสารสนเทศ และถูกออกแบบให้ช่วยในการตัดสินใจโดยใช้วิธีเดียวกับผู้เชี่ยวชาญที่ มนุษย์ โดยใช้หลักการทำงานด้วยระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)
8.ระบบสำนักงานอัตโนมัติ(OAS: Office Automation System)
เป็นระบบที่ใช้บุคลากรน้อยที่สุด โดยอาศัยเครื่องมือแบบอัตโนมัติและระบบสื่อสารเชื่องโยงข่าวสารระหว่างเครื่องมือเหล่านั้นเข้าด้วยกัน QAS มีจุดมุ่งหมายให้เป็นระบบที่ไม่ใช้กระดาษ (Paperless System) ส่งข่าว สารถึงกันด้วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange) แทน ซึ่งมีรูปแบบในการใช้งาน 2 ลักษณะคือ
รูปแบบของระบบงานพิมพ์และการประมวลผลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Publishing & Processing System) ได้แก่การสื่อสารด้วยข้อความ รูปภาพ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail : E-Mail) โทรสาร (FAX)หรือ เสียงอิเล็กทรอนิกส์ (Voice Mail) เป็นต้น
รูปแบบการประชุมทางไกลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Meeting System) เป็นเทคนิคที่ทำให้กลุ่มคนทั่วโลกสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ คล้ายการพูดคุยกันโดยตรง เช่น การประชุมทางไกลแบบมีแต่เสียง (Audio Conferencing),การประชุมทางไกลแบบมีทั้งภาพและเสียง (Video Conferencing) หรือ ทั้งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรสาร และ เสียงอิเล็กทรอนิกส์รวมกัน เป็นต้น

สรุปสาระสำคัญของการอบรมในแต่ละวัน 

1.  วันที่  16  เมษายน  2557  เรื่อง  แนวคิด  ทฤษฎี  เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้  (ผศ.ดร.ไพรัช  สู่แสนสุข)
2.  วันที่  17  เมษายน  2557  เรื่อง  โครงการ/โครงงาน  การสืบค้น  รวบรวม  และจัดทำแหล่งเรียนรู้เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้  (อ.ดร.เจนศึก  โพธิศาสตร์)
3.  วันที่  18  เมษายน  2557  เรื่อง  เทคโนโลยีและสารสนเทศ  (การจัดทำ  Blog)  (ว่าที่ร้อยตรีหญิงดร.ชัชญาภา  วัฒนธรรม)

แผนผังมโนทัศน์ (Concept Mapping)

แผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)

ความหมายของแผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)

    แผนผังมโนทัศน์  หมายถึง  ความคิดความเข้าใจที่ได้รับมาจากการสังเกต หรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  นำมาจัดประเภทของข้อมูลหรือเหตุการณ์ที่เหมือนหรือแตกต่างกันไว้ในกลุ่มหรือประเภทเดียวกันโดยอาศัยคุณลักษณะร่วมกัน เป็นเกณฑ์  องค์ประกอบของแผนผังมโนทัศน์มี  3  องค์ประกอบ  คือ  มโนทัศน์หลัก   มโนทัศน์รอง   มโนทัศน์ย่อย   โดยเชื่อมโยงมโนทัศน์ที่มีความสัมพันธ์กันด้วยเส้น
รูปแบบของแผนผังมโนทัศน์มี 5 แบบ  ได้แก่ 
-  แบบกระจายออก (Point grouping)  
-  แบบปลายเปิด (Opened grouping)  
-  แบบปลายปิด (Closed grouping)  
-  แบบเชื่อมโยงข้ามจุด  (Linked  grouping) 
-  แบบผสม  (Mixed  grouping)


  
กระบวนการ Concept Mapping ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ 6 ขั้นตอน
1. Preparation Step - ขั้นของการเตรียมการ
       เป็นขั้นตอนที่ผู้ริเริ่มมีความคิดใหม่ๆ หรือมีโครงการใหม่ๆ ที่ต้องการจะทำการวิเคราะห์ ผู้ริเริ่มนี้จะเป็นผู้รวบรวมสมาชิกภายในกลุ่ม (สอดคล้องกับ ชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice - CoP) ของการจัดการความรู้ -KM) จะเป็นจำนวนเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาที่ต้องการจะแก้ไข จากนั้นจะทำตารางนัดหมายไว้คร่าว ๆ หลังจากนั้นจะทำการนัดหมายการประชุมครั้งแรก ขั้นตอนนี้จะเป็นการกล่าวถึงโครงการ หรือความต้องการของโครงการ วัตถุประสงค์คืออะไร ต้องการผลลัพธ์อะไรบ้าง และการทำงานร่วมกันทางความคิดจะเป็นอย่างไร
2. Generation Step ขั้นของการสร้างความคิด
       คือการที่ทุกคนในกลุ่มเสนอความคิดเห็นของตนเองออกมา ข้อมูลที่ได้อาจจะมาจากตำรา งานวิจัย หรือแหล่งความรู้ (Sources of Knowledge) ที่หลากหลาย อาทิ ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต หนังสือ วารสารวิชาการ ฐานข้อมูลความรู้ต่างๆ หรือบางครั้งอาจจะมาจากผู้เชี่ยวชาญ (Center of Excellence - CoE) ขั้นตอนนี้จะสนใจที่จำนวนของความคิด มากกว่า คุณภาพของความคิด ผู้นำการประชุม หรือ วิทยากรกระบวนการ (Facilitator) จะมีบทบาทที่สำคัญในช่วงเวลานี้เป็นอย่างมากที่จะกระตุ้นให้สมาชิกนำเสนอความคิดเห็น
3. Structure Step - ขั้นการจัดโครงสร้างความคิด
      สมาชิกในกลุ่มจะช่วยกันจัดกลุ่มของความคิด (Ideas Grouping) รวมทั้งการจัดลำดับช่วงชั้นของความคิด (Basic Ordering Ideas - BOIs)
4. Representation Step - การวิเคราะห์แผนที่มโนทัศน์
     เป็นขั้นตอนที่จะวิเคราะห์คุณภาพของความคิด วิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Relationship) วิเคราะห์ประเด็นเชื่อมโยง หรือเกี่ยวข้อง รวมทั้งวิเคราะห์ส่วนขาด หรือสิ่งที่ตกหล่น ยังไม่มีใครมอง
5. Interpretation Step - การตีความและแปลความหมาย
     เป็นขั้นตอนในการทำความเข้าใจ และแปลผลของแผนที่มโนทัศน์ เป็นขั้นตอนที่จะต้องนำแผนที่มโนทัศน์ออกมาสื่อสารให้เป็นที่เข้าใจได้โดยง่าย ไม่สำคัญว่าเขียนมันออกมาได้ แต่สำคัญว่า เขียนแล้ว ชาวบ้านอ่านเข้าใจด้วย ซึ่งตัวชาวบ้านเองก็จะต้องฝึกอ่าน แผนที่มโนทัศน์ให้เป็นด้วย
6. Utilization Step การนำไปใช้ประโยชน์
     เป็นการนำ Concept Mapping ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เช่น การนำไปใช้เป็น Strategic Map หรือการนำไปใช้เป็นกรอบแนวคิด (Conceptual framework) ในการดำเนินงานวิจัย หรือวิเคราะห์เพื่อ แก้ปัญหาขององค์กรหรือหน่วยงาน

ประโยชน์ของการใช้แผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)

    เนื่องจากผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แผนผังมโนทัศน์ จากการคิด วิเคราะห์และตัวอย่างที่หลากหลาย ดังนั้นผลที่ผู้เรียนจะได้รับโดยตรงคือ จะเกิดความเข้าใจในแผนผังมโนทัศน์นั้น และได้เรียนรู้ทักษะการสร้างมโนทัศน์ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำความเข้าใจมโนทัศน์อื่น ๆต่อไปได้ รวมทั้งช่วยพัฒนาทักษะการใช้เหตุผลโดยการอุปนัย(inductive reasoning) อีกด้วย

ข้อดีของการใช้แผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)

    ข้อดีที่สำคัญ ของ การใช้ Concept Mapping คือ ทำให้สามารถเห็นภาพความคิดรวบยอด ในรูปแบบที่จับต้องได้ ทำให้สามารถให้ความสำคัญได้ง่ายดาย จึงสะดวกในการนำไปทบทวนทุกครั้งที่ต้องการ นอกจากนี้ในการรวบรวมความคิดรวบยอดต้องใช้ความเข้าใจที่ชัดเจนและแม่นยำทั้งในเรื่องความหมาย และความเชื่อมโยงของความคิดรวบยอดจึงทำให้การเรียนรู้ กลายเป็นกระบวนการที่มีปฏิสัมพันธ์กัน ทั้งนี้ในการนำเสนอความคิดรวบยอดให้แก่นักเรียน ครูไม่ควรให้นักเรียนจำ Concept Mapping ที่เตรียมไว้แล้ว เพราะนั่นก็เป็นเพียงแค่การเรียนแบบท่องจำอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ที่ไม่ช่วยให้เกิดการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายและยั่งยืน

ข้อจำกัดของการใช้แผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)

1.ผู้สอนต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจรูปแบบ  และประโยชน์ของมโนทัศน์  แบบต่างๆ  จึงจะสามารถสอนหรือ แนะนำผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี
2.ผู้เรียนอาจเกิดความเบื่อหน่าย  หรือไม่มีความอดทนต่อบางมโนทัศน์ที่ไม่กระจ่างชัดเจน

ภาพตัวอย่างการเขียนแผนผังมโนทัศน์ด้วยมือ




จากนั้นนำแผนผังมโนทัศน์มาเขียนด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ CMapTool ได้ผลงานดังภาพข้างล่างนี้

ภาพตัวอย่างการระดมความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น โครงการบ่มเพาะนักธุรกิจรุ่นใหม่ (KKU - BI) ที่ผู้เขียนไปเป็นวิทยากรกระบวนการ



หลักการในการเขียนแผนผังมโนทัศน์ มีดังนี้
1. เขียนตัวหนังสือเป็นแบบตัวพิมพ์ใหญ่ กรณีภาษาอังกฤษ หรือ ตัวหนาและเน้นคำกรณีเป็นภาษาไทย สำหรับประเด็นความคิด (Node)
2. ใช้กระดาษแบบไม่มีเส้น (Unlined paper) เพื่อไม่ให้เส้นที่อยู่บนกระดาษมาขีดกรอบความคิด หากเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้เส้นบรรทัดอยู่ในแนวตั้ง (Vertical)
3. ใช้กระดาษเปล่าที่ไม่มีการเขียนอะไรมาก่อน
4. เชื่อมคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันด้วยเส้น (Link line) หากมีความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นก็แตกเส้นเชื่อมออกไปด้านข้างดังในภาพข้างบน
5. เขียนต่อเนื่องไปอย่างรวดเร็วไม่ต้องหยุด ส่งผ่านความคิดให้เกิดความลื่นไหลไปเรื่อยๆ ไม่ต้องหยุดว่าความคิดควรจะอยู่ตรงไหน เขียนลงไปก่อน (เราสามารถเคลื่อนย้ายหรือลากเส้นความสัมพันธ์ได้ทีหลัง)
6. เขียนทุกอย่างลงไปโดยไม่ต้องตีความหรือพยายามหาคำอธิบายใดๆ เพราะกระบวนการจะหยุดชะงักในการคิด
7. หากถึงทางดันของการคิดก็ลองมองไปรวมๆ ทั้งภาพแผนที่มโนทัศน์เพื่อดูว่ายังมีส่วนใดตกค้างหรือหลงเหลือที่ยังไม่ได้เขียนลงไปหรือไม่
8. บางครั้งอาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สี หรือรูปทรง (shape) เพื่อแยกแยะหรือจัดหมวดหมู่ความคิด
สิ่งที่ควรจะปรากฎในแผนผังมโนทัศน์
   1. มีการแตกแขนงความคิด (Branches)
   2. ลูกศรแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแขนงความคิด (Node) Arrow Direction
   3. การจัดกลุ่มของความคิด (Grouping ideas) โดยอาจจะขีดเส้นล้อมกรอบกลุ่มความคิด
   4. รายละเอียดในรูปแบบของรายการ (List) เพื่อแสดงประกอบแต่ละความคิด (Node List)
   5. บางครั้งอาจจะมีคำอธิบายประกอบแขนงความคิด (Node / Branches Note)

แผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)  สามารถนำมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอนได้  ดังนี้



1. ในการสร้าง Concept Mapping จะต้องมีการอธิบายความคิดรวบยอดที่ยากให้ชัดเจน และจะต้องมีการเรียงลำดับอย่างเป็นระบบ ดังนั้นในการใช้ Concept Mapping ในการสอนจะช่วยให้ครูมีความเข้าใจในความคิดรวบยอดหลักต่าง ๆ และความสัมพันธ์ระหว่างความคิดรวบยอดเหล่านั้นมากขึ้น จากนั้น Concept Mapping ช่วยให้ครูสามารถอธิบายให้นักเรียนได้เห็นภาพตามนั้นได้อย่างชัดเจนด้วย ซึ่งจะทำให้มีโอกาสน้อยที่จะไม่เข้าใจ หรือตีความความคิดรวบยอดสำคัญผิด
2. การใช้ Concept Mapping จะช่วยเสริมความเข้าใจ และการเรียนรู้ให้กับนักเรียน เพราะสามารถเห็นภาพ ความคิดรวบยอดที่สำคัญ ไปพร้อม ๆ กับสรุปความสัมพันธ์ระหว่างความคิดเหล่านั้น
3. การใช้ Concept Mapping ยังเป็นช่วยครูในการตรวจประเมินกระบวนการสอนด้วย โดยจะทราบจากการที่นักเรียนไม่เข้าใจ หรือตีความความคิดรวบยอดสำคัญอันไหนผิดบ้าง
4. สามารถใช้ การทำ Concept Mapping ในการประเมินความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนได้
ขั้นตอนในการสร้าง Concept Mapping
1. เลือก ให้ความสนใจกับหัวเรื่องก่อน แล้วจึงหา Key Word หรือ วลี ที่เกี่ยวข้อง
2. จัดลำดับความสำคัญ วางตำแหน่งความคิดรวบยอด หรือ Key Word จากสิ่งที่เป็นนามธรรม และทั่วๆ ไป ที่สุด ไว้ด้านบน แล้ววางสิ่งที่ชี้เฉพาะ และชัดเจนมากขึ้นไล่ลงมาเรื่อย ๆ
3. จัดกลุ่ม จัดกลุ่มความคิดรวบยอดที่อยู่ในระดับเดียวกัน และเกี่ยวข้องกันไว้ด้วยกัน
4. เรียบเรียง จัดความคิดรวบยอดในรูปของแผนภูมิแสดงความคิดที่เป็นระบบ
5. เชื่อมโยงและเพิ่มข้อความ เชื่อมโยงความคิดรวบยอดเข้าด้วยกันโดยใช้เส้น และใช้ข้อความในการบรรยายแต่ละเส้นด้วย สรุปแนวการสอนแบบ Concept Mapping ว่ามีประโยชน์มากสำหรับการเรียนการสอนมักจะเป็นรูปแบบที่เรียงลำดับตามความสำคัญ (Hierarchical organization) ที่วางความคิดรวบยอดทั่วไปและกว้างๆ กว่าอันอื่น ไว้ด้านบน แล้วจึงค่อยวางความคิดรวบยอดที่มีความชัดเจนและชี้เฉพาะมากขึ้น เป็นลำดับลงมาที่ด้านล่าง

แหล่งเรียนรู้  (Resource)

ความหมายของแผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)
กระบวนการแผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)
ประโยชน์ของการใช้แผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)
ข้อดีของการใช้แผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)
ข้อจำกัดของการใช้แผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)
ตัวอย่างรูปแผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้แผนผังมโนทัศน์  (Concept  Mapping)

ข้อเสนอแนะ ติ ชม ทุก ๆ ด้าน จากการอบรมของ ดร.ชัชญาภา วัฒนธรรม

-  ชอบสไตล์การสอนของอาจารย์  อาจารย์จะสอนโดยเน้นการปฏิบัติซึ่งดีกว่าการสอนโดยใช้ทฤษฎี
-  รู้สึกว่ามีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นจากเดิมมากเลยค่ะ
-  ถ้ามีปัญหา  หรือต้องการคำแนะนำ  สามารถติดต่ออาจารย์ได้ทุกเวลา

การเตรียมสารละลายกรด เบส

การเตรียมสารละลายกรด  เบส


ขั้นนำ  (Introduction)





                                                                                                          ผู้เรียบเรียง : จิตตรัตน์  เย็นสุข
      การเตรียมสารละลาย หมายถึง การเตรียมสารละลายโดยนำตัวถูกละลายมาเติมตัวทำละลายให้ได้ปริมาตรและความเข้มข้นตามต้องการ และในการเตรียมต้องทราบ ความเข้มข้นและปริมาตรของสารละลาย
      การเตรียมสารละลายให้มีความเข้มข้นที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ หากเตรียมความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานคลาดเคลื่อนจากที่ระบุ ผลการวัดค่าของตัวอย่างย่อมคลาดเคลื่อน ดังนั้นการเตรียมสารละลายมาตรฐาน จึงจำเป็นต้องมีวิธีที่ชัดเจน ถูกต้อง เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ภาระงาน (Task)


   1.  ให้นักเรียนศึกษาเรื่องกรด  และเบส  (ความหมาย  ประโยชน์  ข้อดี  ข้อเสีย)  พร้อมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมสารละลายว่ามีอะไรบ้าง  แต่ละชนิดมีลักษณะการใช้งานอย่างไร  โดยจัดทำรายงานเป็นรูปเล่ม  (งานเดี่ยว)  ส่งภายในวันที่  20  พฤษภาคม  2557
   2.  ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น  8  กลุ่ม  กลุ่มละ  3  คน  ทำการเตรียมสารละลายกรด  และเบส  โดยกลุ่มที่  1-4  เตรียมสารละลายกรด  กลุ่มที่  5-8  เตรียมสารละลายเบส  โดยให้แต่ละกลุ่มสรปผลการทดลองที่ได้  พร้อมทั้งนำเสนอหน้าชั้นเรียน  กลุ่มละ  5  นาที
  
กระบวนการเรียน (Learning Process)


   1.  ให้นักเรียนศึกษาข้อมูลเรื่องกรด  เบส  จากแหล่งเรียนรู้
   2.  จัดทำรายงานรูปเล่ม  โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
        2.1  ความหมายของกรด  เบส
        2.2  ประโยชน์ของกรด  เบส  มีอะไรบ้าง  สามารถใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้าง
        2.3  อธิบายถึงดีข้อ  ข้อเสีย  ของกรด  เบส
        2.4  อุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมสารละลายมีอะไรบ้าง  ลักษณะการใช้งานเป็นอย่างไร
              กำหนดส่งภายในวันที่  20  พฤษภาคม  2557
   3.  ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น  8  กลุ่ม  กลุ่มละ  3  คน  โดยกลุ่มที่  1-4  ทำการเตรียมสารละลายกรด  และกลุ่มที่  5-8  เตรียมสารละลายเบส
   4.  ศึกษาขั้นตอนการเตรียมสารละลายว่ามีขั้นตอนอย่างไรในการทดลอง
   5.  เตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ในการทดลอง
   6.  ทำลองทดลองตาม  ไดเรคชั่น แลป

   7.  เมื่อทำการทดลองเรียบร้อยให้แต่ละกลุ่มบันทึกผลการทดลองลงในกระดาษใบงาน
   8.  ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลการทดลอง  โดยใช้เวลาในการนำเสนอกลุ่มละประมาณ  5  นาที



แหล่งเรียนรู้ (Resource





ประเมินผล (Evaluation)

เกณฑ์การประเมินรูปเล่มรายงาน

วิชา............................รหัสวิชา................ระดับชั้น.................ภาคเรียนที่.........ปีการศึกษา..............


ที่

หัวข้อการประเมิน

ผลการประเมิน

รวม  (20  คะแนน)

5

4

3

2

1

 

1

รูปแบบรายงาน

 

 

 

 

 

 

2

ภาษา

 

 

 

 

 

 

3

เนื้อหา

 

 

 

 

 

 

4

เวลา

 

 

 

 

 

 

รวม

 

 

 

 

 

 



ระดับคุณภาพ 

คะแนน  16-20  หมายถึง  ดีมาก

คะแนน  11-15  หมายถึง  ดี

คะแนน  6-10  หมายถึง  พอใช้

คะแนน  1-5  หมายถึง  ปรับปรุง


รายละเอียดการให้คะแนนรูปเล่มรายงาน


ประเด็นการประเมิน

เกณฑ์การให้คะแนน

5

4

3

2

1

1. รูปแบบรายงาน

- รูปแบบรายงานถูกต้องตามที่กำหนด

- รูปแบบแปลกใหม่  น่าสนใจ

- มีขนาดเหมาะสม

- รูปภาพมีสีสันสวยงาม

- รูปภาพสัมพันธ์กับเนื้อหา

- รูปแบบแปลกใหม่  น่าสนใจ

- มีขนาดเหมาะสม

- รูปภาพมีสีสันสวยงาม

- รูปภาพสัมพันธ์กับเนื้อหา

- มีขนาดเหมาะสม

- รูปภาพมีสีสันสวยงาม

- รูปภาพสัมพันธ์กับเนื้อหา

- รูปภาพมีสีสันสวยงาม

- รูปภาพสัมพันธ์กับเนื้อหา

- รูปภาพสัมพันธ์กับเนื้อหา

2. ภาษา

- มีการใช้ภาษาอย่างถูกต้อง

- ประโยคสอดคล้องกับเนื้อหา

- สะกดคำถูกต้อง

- มีการเว้นวรรคโดยไม่ฉีกคำ

- มีการใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์

- ประโยคสอดคล้องกับเนื้อหา

- สะกดคำถูกต้อง

- มีการเว้นวรรคโดยไม่ฉีกคำ

- มีการใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์

- สะกดคำถูกต้อง

- มีการเว้นวรรคโดยไม่ฉีกคำ

- มีการใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์

- มีการเว้นวรรคโดยไม่ฉีกคำ

- มีการใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์

- มีการใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์

3. เนื้อหา

- เนื้อหาถูกต้อง

- เนื้อหาตรงตามหัวข้อเรื่อง

- เนื้อหาเป็นไปตามที่กำหนด

- รายละเอียดครอบคลุม

- เนื้อหาสอดคล้อง

- เนื้อหาตรงตามหัวข้อเรื่อง

- เนื้อหาเป็นไปตามที่กำหนด

- รายละเอียดครอบคลุม

- เนื้อหาสอดคล้อง

- เนื้อหาเป็นไปตามที่กำหนด

- รายละเอียดครอบคลุม

- เนื้อหาสอดคล้อง

- รายละเอียดครอบคลุม

- เนื้อหาสอดคล้อง

- เนื้อหาสอดคล้อง

4. เวลา

ส่งชิ้นงานภายในเวลาที่กำหนด

ส่งชิ้นงานช้ากว่ากำหนด 1 วัน

ส่งชิ้นงานช้ากว่ากำหนด 2 วัน

ส่งชิ้นงานช้ากว่ากำหนด 3 วัน

ส่งชิ้นงานช้าเกินกว่ากำหนด 3 วัน ขึ้นไป


แบบประเมินผลการทำงานเป็นกลุ่ม

วิชา................................รหัสวิชา................ระดับชั้น.................ภาคเรียนที่.........ปีการศึกษา..............



ที่
หัวข้อการประเมิน
ผลการประเมิน
รวม  (20  คะแนน)
4
3
2
1
 
1
ความรับผิดชอบต่อหน้าที่
 
 
 
 
 
2
ขั้นตอนการทำงาน
 
 
 
 
 
3
เวลา
 
 
 
 
 
4
ความร่วมมือในการทำงาน
 
 
 
 
 
5
การนำเสนอ
 
 
 
 
 
รวม
 
 
 
 
 





ระดับคุณภาพ 

คะแนน  16-20  หมายถึง  ดีมาก

คะแนน  11-15  หมายถึง  ดี

คะแนน  6-10  หมายถึง  พอใช้
คะแนน  1-5  หมายถึง  ปรับปรุง

รายละเอียดการให้คะแนนการทำงานเป็นกลุ่ม



ประเด็นการประเมิน
เกณฑ์การให้คะแนน
4
3
2
1
1. ความรับผิดชอบต่อหน้าที่
ทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง
มีผู้มีหน้าที่แต่ไม่รับผิดชอบ  1  คน
มีผู้มีหน้าที่แต่ไม่รับผิดชอบ  2  คน
มีผู้มีหน้าที่แต่ไม่รับผิดชอบ  2  คนขึ้นไป
2. ขั้นตอนการทำงาน
- คัดเลือกและเตรียมข้อมูลได้เหมาะสม
- มีการวางแผนการทำงาน
- มีการเตรียมวัสดุอุปกรณ์
- มีการปฏิบัติตามแผนและพัฒนางาน
ขาด  1  ขั้นตอนหรือไม่ชัดเจน
ขาด  2  ขั้นตอนหรือไม่ชัดเจน
ขาดมากกว่า  2  ขั้นตอนขึ้นไป
3. เวลา
เสร็จก่อนกำหนดและงานมีคุณภาพ
เสร็จงานตามกำหนดและงานมีคุณภาพ
เสร็จไม่ทันกำหนดและงานมีคุณภาพ
เสร็จไม่ทันกำหนดและงานไม่มีคุณภาพ
4. ความร่วมมือในการทำงาน
ทุกคนมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
80%  ของกลุ่มมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือ
60%  ของกลุ่มมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือ
40%  ของกลุ่มมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือ
5. การนำเสนอ
- มีบุคลิกลักษณะที่ดี
- ลักษณะของการนำเสนอเป็นขั้นตอน
- พูดชัดถ้อยชัดคำ
- สามารถตอบข้อซักถามได้
- ลักษณะของการนำเสนอเป็นขั้นตอน
- พูดชัดถ้อยชัดคำ
- สามารถตอบข้อซักถามได้
- พูดชัดถ้อยชัดคำ
- สามารถตอบข้อซักถามได้
- สามารถตอบข้อซักถามได้


 
สรุป (Conclusion)


        จากการที่ได้ให้นักเรียนทำการทดลองการเตรียมสารละลายกรด  เบส  พบว่า  นักเรียนสามารถค้นหาข้อมูล  วิธีหรือขั้นตอนในการเตรียมสาร  มีการเรียนรู้การทำกิจกรรมร่วมกันในกลุ่ม  ได้แลกเปลี่ยนทัศนะคติ  สามารถเรียนรู้ขั้นตอนการเตรียมสารละลายได้  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนด้านสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป




อ้างอิง : 
กรดเบส.  (ออนไลน์).  เข้าถึงได้จาก : http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm.  (วันที่ค้นข้อมูล : 18 เมษายน 2557).
สารละลายกรดและสารละลายเบส.  (ออนไลน์).  เข้าถึงได้จาก : http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/acid-base/C2_3.htm.  (วันที่ค้นข้อมูล : 18 เมษายน 2557).
ประวีณา  โนวิชัย.  ประโยชน์ของกรดและเบส.  (ออนไลน).  เข้าถึงได้จาก : http://www.gotoknow.org/posts/462535.  (วันที่ค้นข้อมูล : 18 เมษายน 2557).
มารู้จักอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการเคมีกันเถอะ.  (ออนไลน์).  เข้าถึงได้จาก : http://www.school.net.th/library/snet5/exper.html.  (วันที่ค้นข้อมูล : 18 เมษายน 2557).
การเตรียมสารละลาย.  (ออนไลน).  เข้าถึงได้จาก : https://sites.google.com/site/nureman01032536/hnwy-thi2-sarlalay/2-3-karte-ri-ym-sarlalay.  (วันที่ค้นข้อมูล : 18 เมษายน 2557).